วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2558

OILL in Korea # The Seoulhunter part 2

สวัสดีค่ะ มราเจอกันอีกแล้ว
พาร์ท2นี้เราจะพาไปที่ หมู่บ้านบุกชน ฮันอก (Bukchon Hanok Village) กันค่ะะะะ
ไปกันนนนนนนนนน

  • วันที่ 1 กันยายน 2558
วันนี้อย่างที่บอกค่ะ เราจะไปที่ หมู่บ้านบุกชน ฮันอก (Bukchon Hanok Village) กันค่ะ
เป็ยหมู่บ้านแบบโบราณซึ่งยังมีผู้คนอาศัยกันอยู่ค่ะ
วัตถุประสงค์หลักเลยคือถ่ายรูปค่ะ ชะนีบ้ากล้องก็มีเท่านี้แหละค่ะ

พวกเราออกเดินทางโดยรถไฟค่ะ นั่งจากฮงแด ไปเปลี่ยนสายที่สถานี ซีชอง(City hall)
หลักจากเปลี่ยนสายจากสีเขียว(ฮงแด)มาที่สายสีน้ำเงิน(ลงซีชอง)
แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็นสายสีส้มอีกครั้งที่สถานีJongo3gaค่ะ 
และเราจะลงที่สถานี อันกุก(Anguk) ค่ะ

ก่อนอื่นเลยเราก็ไปที่ Tourist information Center กันค่ะ
ที่นั่นจะมีแผนที่วางเอาไว้ให้ค่ะ ว่ามีจุดเด่นหรืออะไรตรงไหนบ้าง เราก็เดินตามแผนที่ได้เลยค่ะ
**ไม่ได้ถ่ายรูปมานะคะ ไม่ได้คิดจะกลับมาทำรีวิวเลยค่ะT^T**

อย่างที่บอกค่ะว่าทางเซ็นเตอร์เขามีแผนที่ให้ทั้งภาษาจีน ทั้งอังกฤษเลยค่ะ
แต่พวกเราทั้ง3 เป็นชะนีชอบหลงทิศค่ะ อยู่ในไทยไปไหนเกินสยามก็หลงแล้วค่ะ
ชีวิต T__________T

นั่นแหละค่ะ เดินหลงกันให้วุ่นไปหมด เอาดีๆเริ่มหงิดแล้วค่ะ 
เดินถามทางคนนู้นที คนนี้ที ทั้งกางแผนที่ ทั้งเปิดกูลเกิ้ลแมพ ดาอึมแมพ
สรุปแล้วก็ยังไม่เจอที่ที่เราอยากถ่ายรูปเลยค่ะ

ก็เดินหลงไปหลงมาแบบนั้นแหละค่ะ ชีวิตมันต้องสู้นะคะ
แวะพักกันหน้าร้านกงชา (Gong Cha) ร้านโปรดของนัทมิ้วสักหน่อย
ก็ถ่ายรูปเอาแถวนั้นแหละค่ะ!


พอเราเดินต่อไปเรื่อยๆเราก็เริ่มเห็นประตูบ้าน กำแพงแบบโบราญๆนิดนึงแล้วค่ะ
เอาเว้ย ดีกว่าไม่เจออะไรเลย เจออะไรก็ถ่ายไปเถ๊อออออ



พอเราเดินไปอีกก็ได้ความช่วยเหลือจากหลายคนเลยค่ะ
ทั้งอาจุมม่าที่พาเราเดิน ทั้งไวรุ่นที่ช่วยเราดูแผนที่
ทางเดินก็เอาอีกแล้ว เป็นเนินเขาสูงๆอีกแล้ว
T___________T

พอเดินจนถึงจุดหนึ่งที่ขาจะไม่ไหวแล้วรถบัสคันหนึ่งก็หยุดอยู่ตรงหน้าค่ะ
เราตัดสินใจที่จะวิ่งขึ้นไปเลยค่ะ ไปไหนไม่รู้ค่ะ แต่ไม่เดินแล้ว รู้แค่นี้!!!
55555555555555555555555555

และแล้วรถก็มาจอดอยู่ที่นึงค่ะ เราก็ลงมาแบบงงๆ
สรุปแล้วรถพามาที่ที่เราตามหาค่ะ!!!!!
โอ้มายลอร์ด ในที่สุด ไฟนอลลี่ T^T


ทีนี้ก็ถ่ายรูปให้สาแก่ใจเรา3คนแหละค่ะ





หลังจากถ่ายรูปกันแบบหนำอกหนำใจก่อนกลับเราก็แวะมินิมาร์ทกันค่ะ
ซื้อน้ำดื่ม นั่งพักกันไป เพราะร้อนมากจริงๆนะวันนั้น
ซึ่งหลังจากพักเสร็จตอนแรกเราว่าจะไป คามง กันค่ะ
แต่และแล้ว ความบังเอิญที่ไม่บังเอิญนี้....

ขณะที่นัทมิ้วเล่นทวิตอยู่นั้น เราก็ได้รับรู้ข่าวบางอย่างค่ะ
ว่าวันนี้อึนฮยอก(SJ) จะเข้าไปที่ร้านของนาง
ซึ่งนั่นยังไม่ได้ทำให้เราตัดสินใจจะไปทันทีนะคะ 
เพราะเราไม่รู้ว่าจะมากี่โมง จะอยู่ถึงเมื่อไหร่ 

เราก็นั่งรถไฟกลับมากำลังจะลงซิตี้ฮออล์(ซีชอง)ละค่ะ
สรุปว่า ในทวิตบอกว่า นางเข้าร้านแล้ว!!
เอาแล้วไงง เอาแล้วว คือจะตามไปค่ะ แต่ใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะถึง
เราก็ได้แต่ถามทางทวิตว่าฮยอกจะออกหรือยัง กลับหรือยัง 
มันสร้างความลังเลค่ะ กลัวไปแล้วล้อฟรีพูดตรงๆ

แต่ความรู้สึกมันบอกว่าเราต้องไป และนี่เองก็อยากเจอมากเพราะเป็นเมนเราเอง T^T
เราตัดสินใจนั่งรถไฟจาก สถานีCity Hall(ซีชอง) ไปที่ สถานี นัมกูโร กันค่ะ
ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีในการนั่งรถไฟ
เรานั่งย้อนจากCity Hall (สายสีน้ำเงิน) ไปเปลี่ยนเป็นสายสีเขียวอ่อน
แล้วไปลงที่สถานีแดริมแล้วเปลี่ยนสายเป็นสีเขียวขี้ม้าไปลงที่ นัมกูโร ค่ะ

ความทุ่มเทนี้
..............................

หลังจากเราลงที่สถานี นัมกูโร กันแล้วเราก็ออกโดยทางออกที่ 2 ค่ะ
เดินตรงอย่างเดียวเลย ไกลพอประมาณค่ะ แต่แค่เดินตรงอย่างเดียว
ตอนแรกแบบใจเสียมากเพราะทางมันตรงแล้วไม่มีอะไรเลยค่ะ
มันออกแนวชานๆเมืองแบบสงบๆเลยค่ะ 5555

สักพักพอจะข้ามถนน เราเห็นคนมุงร้านๆนึงเยอะมาก
และนั่นแหละค่ะ รู้เหล๋ยยยยยยยยย
สัญชาตญาณติ่งมันบอกค่ะ
ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ

พอเราไปถึงก็ใช่จริงๆด้วยค่ะ
ตอนนี้อึนฮยอกกำลังขายของอยู่ในร้านค่ะ 
ซึ่งตอนแรกเราต้องหามุมดู เขย่งๆเอางี้ 
แต่เจอพี่คนไทยค่ะ เค้าแบ่งเก้าอี้ให้ยืนดูให้ถ่ายรูปตั้งนาน
ปลื้มใจรุนแรงค่ะ แฟนด้อมดีๆเป็นหน้าตาให้ศลป.จริงๆนาจาบอกเหล๋ยยย

แล้วยังเจอพี่ที่รู้จักด้วยค่ะ
พี่เค้าพึ่งบินมาเลยหลังจากรู้ว่าฮยอกจะเข้าร้าน
ละเราก็บังเอิญเจอกัน สนุกดีค่ะ 555555555






ขอบอกเลยนะคะว่านางเครื่องหัวเยอะมาก
เปลี่ยนทีแฟนๆก็กรี๊ดกันที
เปลี่ยนทีนางก็เขินที คือน่ารักมากกกกก แบบบ มากกกกกกกกก
วันนั้นพวกเราได้คิวที่4ร้อยกว่าๆเลยค่ะ
สรุปฮยอกก็กลับก่อนค่ะตอนประมาณ 2 ทุ่มได้มั้งค่ะ
เราเข้าใจถึงจะเสียดายเพราะเตรียมคำพูดไว้จะพูดเยอะเลยแต่ไม่เป็นไรค่ะ
ยืนมาตั้งนานก็คงเหนื่อยแล้วกลับบ้านแหละดีแล้ว

ตอนจะกลับเราก็ไปยืนรอส่งไปขึ้นรถค่ะ
พอฮยอกเดินผ่านไป เราก็บอกไปว่า "อปป้า จัลคาโยย"
ความหมายของเราในวันนั้นมันทั้งบอกว่าให้กลับบ้านดีๆนะ 
ทั้งอยากบอกว่าเรื่องไปกรมทหารก็ขอให้ราบรื่น จะรอนะ อิ____อิ

หลังจากที่เราอกหักจากการกินน้ำที่ร้านฮยอกแล้วเราก็มุ่งหน้าไปที่ คามง ค่ะ
ไปกินน้ำ(ที่ร้าน)ไคกัน!!!

หลายๆคนคงรู้แล้วว่าร้าน คามง นี่คือร้านของพี่สาวของไค EXO นั้นเอง
นั่นแหละค่ะ ความติ่งนี้ 
เราต้องไปค่ะ เรานั่งรถไฟไปลงที่ คโยแด ค่ะ
การเดินทางตอนนั้น เรานั่งบัสจากร้านฮยอก(โดยการบอกกล่าวสายรถจากพี่เฟิร์น)
มาลงแถวๆสถานี Guro Digital Complex ค่ะ
ซึ่งตอนอยู่บนบัสไม่รู้ว่าต้องลงตรงไหนก็ถามคนบนรถเอาค่ะ แต่เค้า
รัวเกาหลีมาเลยค่ะ 
555555555555555555555555555555555555

จนคนบนรถบอกว่าเค้าก็จะลงตรงนั้นเหมือนกัน
เราก็เลยลงพร้อมเค้าค่ะ
พอลงเสร็จ อ้าววว ไหนรถไฟใต้ดินวะคะ T^T
เดินถามทางจากคนแถวนั้นอีกทีค่ะ เจอคุณป้าคนนึงพาเดินไปส่งค่ะ 
ดีใจมากและแล้วก็หาทางสว่างเจอ YwY

เรานั่งรถไฟสายสีเขียวอ่อนที่สถานี Guro Digital Complex ค่ะ
ไปลงที่สถานี คโยแด นั่งสายสีเขียวอ่อนยาวๆเลยนะคะ
พอมาถึง คโยแด เราก็ออกทางออกที่1ค่ะ
เคยอ่านรีวิวมาว่าให้นั่งบัสต่อไปแล้วลงป้ายแรกที่จอด
เราก็ขึ้นบัสเลยค่ะ
นั่งเพลินๆ เพลินจนเมย์บอกว่า
"เห้ยนั่นไงคามง!!!!"
อ่าววว ชห. แล้วยังไง ไหนทำไมไม่จอด เลยแล้วเห้ยยยยยยย
พอรู้ตัวก็รีบลงเลยค่ะ
สรุปต้องเดินย้อนกลับมา T^T

เราจะบอกคนที่จะไปนะคะ เดินออกประตู1 แล้วเดินตามทางตรงมาเฉยๆเลยค่ะ
แปปเดียว ไม่ต้องขึ้นบัสนะ 555555555

มาถึงร้านแล้วค่ะ ร้านก็น่ารักๆ ไม่ใหญ่มากค่ะ
แต่บรรยากาศน่ารักดี มีคนพาตุ๊กตามากินน้ำเยอะมากค่ะ 555555



หลังจากนั่งจนร้านเค้าปิดประมาณ 4 ทุ่ม เราก็ระเห็ดตัวเองออกมาจากร้านแล้วกลับฮงแดกันค่ะ
ก็นั่งสายสีเขียวกลับไปที่ฮงแดปกติค่ะ นั่งกันยาวๆ ยาวมากๆ 555555

พอมาถึงฮงแดเราก็มาหาของกินกัน
ปัญหาโลกแตกของพวกเราทุกคน ทุกวันค่ะ
กินอะไรดี

สรุปเจอร้านราเม็งเล็กๆร้านนึงในฮงแดค่ะ
มีอยู่ประมาณ6โต๊ะทั้งร้าน พนักงานอีก2คน (รวมคนทำแล้วนะ555)

ราคาถูกรสชาติดีพนักงานน่ารักค่ะ
ปักมุดไว้แล้ว ครั้งหน้าต้องไปโดนอีกแน่ๆค่ะ





พอกินอิ่มก็เดินกลับที่พักกันค่ะ
แล้วระหว่างกลับเจอคนน่าจะไม่ปกติอ่ะค่ะ เค้าเดินตามพวกเรามา
ตอนแรกก็ไม่มั่นใจหรอกค่ะ แต่พอเราหนีเข้ามาร์ท แล้วเค้าเดินผ่านไปพอเห็นว่าพวกเราอยู่ในนั้น
เค้าเดินตามเข้ามาค่ะ T^T

เราตั้งสติกันสุดๆเลยเค้าเดินมายืนข้างเราหยิบน้ำลงตระกร้า
เพื่อนก็บอกให้เรารีบหนี แต่วินาทีนั้นเราตั้งสติแล้วบอกว่าเดี๋ยวๆให้เค้าหยิบของให้ได้เยอะๆก่อน
(เพื่อให้เค้าเสียเวลาเก็บ หรือ อย่างน้อยเจ้าของร้านจะได้เห็นพิรุจค่ะว่าทำไมหยิบเยอะแล้ววางทิ้งไว้)
เราก็ให้เพื่อนไปรอหน้าร้าน ถ้าเราออกมาก็วิ่งเลยนะ
พอเราเห็นเค้าหยิบได้เยอะพอควรแล้วเราก็บอกเพื่อนเลยค่ะ
วิ่ง!!!!!

วิ่งลืมตายจริงๆค่ะ คนมองทั้งซอยเพราะตอนนั้นก็ดึกมากๆๆแล้วค่ะ
เจอคนต่างชาติที่หน้าหอพักช่วยเปิดประตูให้พอดี นางคงเห็นหน้าตาแตกตื่นของพวกเราอ่ะค่ะ
กว่าจะหายสั่นกันเป็นชม.เลย

วันนั้นก็จบด้วยความระทึกด้วยประการนี้แล


จริงๆอยากเขียนต่อของวันที่2ในพาร์ทนี้ด้วยค่ะ
แต่ตอนนี้เราต้องไปธุระแล้ว
มีความสุขในวันหยุดยาว(3วัน) นี้นะคะ

เจอกันพาร์ท 3 ค่ะ
ชู๊บบบบบบบบ






วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

OILL in Korea # The Seoulhunter part 1

สวัสดีค่าาาาาาาาาาาาาาาาาา
วันนี้มาเขียนบล็อกอีกแล้วค่ะ หลังจากจบการรีวิวกากๆ ณ ประเทศญี่ปุ่นไป
วันนี้เราจะพาไปเกาหลีแบบวิถีติ่งกันอีกแล้วค่ะ

อย่างตอนที่เขียนรีวิวญี่ปุ่นไปเราบอกว่ามันเป็นทริปอันแพลนยังจำได้มั้ยคะ?
จะบอกว่า ทริปครั้งนี้อันแพลนยิ่งกว่าค่ะ จองตั๋วและที่พักรวมถึงการแลกเงิน
2 อาทิตย์ ก่อนบินค่ะ .....

หลังจากที่ทริปญี่ปุ่นพาเราล้มละลายแบบงบบานปลายมาแล้วครั้งหนึ่ง
เราจะไม่ยอมให้ เกิด.ขึ้น.อีก.ค่ะ!!!
ครั้งนี้เรามีกฏกับตัวเองว่าไปครั้งนี้ทุกอย่างห้ามเกิน 25,000 บาทเท่านั้น

เรื่องมันมีอยู่ว่า เราลาออกจากงานค่ะ
เห็นแบบนี้ไม่ได้โดนไล่ออกนะคะ พอดีได้งานใหม่ค่ะ 5555555
เราทำงานวันสุดท้าย(ที่บริษัทเก่า)วันที่ 28 สิงหาคมค่ะ และจะเริ่มงานใหม่ 7 กันยาค่ะ
ทีนี้ก็ว่างค่ะ ตั้งแต่ 29 สิงหาคม - 6 กันยายน เราจิว่างงงงงงงงงง

ตอนแรกก็ไม่ได้คิดเรื่องไปเกาหลีจริงจังหรอกค่ะ
แต่ประจวบเหมาะกับมีโปรตั๋วเครื่องบินแบบยิ่งบินเยอะยิ่งถูกมาค่ะ
เราก็เริ่มชวนเพื่อนฝูงแบบขำๆ(พูดจริงๆตอนนั้นไม่ได้คิดว่าจะไปจริงจังหรอกค่ะ)
เพื่อนเราดันทำงานวันสุดท้ายวันที่ 31 สิงหาคม พอดีไปอีก!! ทีนี้ว่างตรงกันสองคนแล้วค่ะ
เริ่มหาเหยื่อรายต่อไป ซึ่งนางก็ตกลงปลงในจะไปด้วยค่ะ
เพื่อนร่วมทริปครั้งนี้ของเราก็คือ นัทมิ้ว และ เมสติ๊ดค่ะ 
(เห็นเพื่อนๆมีชื่อสองพยางค์แล้วก็อดใจไม่ได้ค่ะ โปรดเรียกเราว่า หมอออย)

ทีนี้เรื่องเล่นก็กลายเป็นเรื่องไม่เล่นแล้วค่ะ 
เอาวะ! ไม่ไปตอนนี้แล้วจะได้ไปตอนไหน
ใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน มือก็ลั่น กระเป๋าสตางค์ก็สั่น 10.78 ริกเตอร์ T^T
ได้ตั๋วเครื่องบินมาแล้วค่ะ 
จะบอกว่าตามเดิมเราตั้งใจไปถึงโซลวันที่ 1 กันยายน แล้วกลับวันที่ 6 กันยายนค่ะ
แต่เราจองผิดเลยกลายเป็นว่าต้องไปถึงเกาหลีตั้งแต่ 31 สิงหาคมแล้วกลับ 6 กันยายน เลยค่ะ

ทีนี้ก็กลับตัวไม่ทันแล้วเนอะ ก็ตั้งหน้าตั้งตาหาที่พักกันต่อไป
หาหลายที่มากค่ะ ทั้งแถวๆ โซลสเตชั่น ทั้งชินซน แต่มีเพื่อนแนะนำแถวฮงแดมาค่ะ
เราก็ตามดูตามagodaเรื่อยๆ ไปๆมาๆก็ได้ที่พักแล้วค่ะ
ที่พักก็คือ Familyhostel ที่ ฮงแดค่ะ
หลังจากได้ที่พักแลกเงินอะไรเรียบร้อยก็รอเวลาเดินทางแล้วค่ะ 
ไม่ได้มีเวลาเตรียมตัวอะไรมากหรอกค่ะ หาตั้งหมดนี้ภายใน2อาทิตย์ก่อนบินจริงๆ = =

เมื่อถึงเวลาอันดีเราก็เตรียมตัวออกเดินทางค่ะ 
ไป..ไปค่ะ ไปเที่ยวเกาหลีกับพวกเรากัน

อ่ะ...อีกนิดค่ะ เนื่องจากพวกเราไปกันเอง3คน 
ไม่มีไกด์ ไม่มีอะไรเลยค่ะ ใจล้วนๆ เรียกว่าไปตายเอาดาบหน้าด้วยซ้ำ
รีวิวนี้อาจจะไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดนะคะ ถือว่าอ่านเพลินๆนะคะ ฮิ_____ฮิ


  • วันที่ 31 สิงหาคม 2558 (คืนวันที่ 30 สิงหาคม 2558)
เรานัดเจอกันตั้งแต่3ทุ่มของวันที่ 30 สิงหาคมเลยค่ะ ด้วยความที่ไม่คุ้นชินกับสนามบินดอนเมือง
ก็เลยรีบ(ไปมาก) ค่ะ 5555555555
พอไปถึงก็ไปนั่งๆ กินๆ อยู่แถวๆนั้นแหละค่ะ เพราะจริงๆบินตั้ง ตี1 นู้นเลยย




จะบอกว่าตอนนั่งบนเครื่องบินเราได้นั่งข้างคนเกาหลีค่ะ ซึ่งเรานั่งติดหน้าต่าง
ไม่มีไรค่ะ ผลัดกันหลับ หรือ เรียกได้ว่า หลับแข่งกันเลยล่ะค่ะ
ไทย VS. โคเรียน
5555555555555555555555555555555555555

พอเครื่องมาถึงอินชอนปุ๊บใจก็อยู่ไม่สุขเลยค่ะ เพราะหลังจากเท้าลงที่อินชอนแล้วเราก็ต้อง
วิ่งสู้ฟัด ค่ะ ต้องไปกิมโปด่วน
เพราะ วันนั้นผู้กลับจากญี่ปุ่นค่ะ มันเป็นความบังเอิญจริงๆนะคะ ถ้าไม่จองไฟล์ทผิดคงไม่ต้องวิ่ง
ผู้ที่ว่านี่คือ เอ็กโซ ค่ะ 

ลงเท้าเหยียบแผ่นดินเกาหลีเท้าเราก็เริ่มวิ่งค่ะ
(ซึ่งชะนีสามคนนี้มีประเป๋าเดินทางไซส์ใหญ่มาก บวกกับกระเป๋าถืออีกคนละใบค่ะ)
คิดภาพแล้วถ้าพ่อแม่เห็นต้องภูมิใจแน่ๆค่ะ ลูกๆขาแข็งแรงมาก T_T

นั่นแหละค่ะไม่มีรูปที่อินชอนแต่อย่างใดเพราะไม่ได้มองอะไรด้วยซ้ำค่ะ
วิ่งขึ้นรถไฟไปลงกิมโปเลยค่ะ

พอไปถึงเราก็เดินมึนๆงงๆค่ะ พวกเราสามคนอาจจะแสดงสีหน้ามึนงงเกินไปหน่อยค่ะ
มีคุณลุงท่านหนึ่งเดินเค้ามาถามค่ะว่าจะไปไหน ซึ่งจะให้บอกว่ามารับนักร้องมันก็คงแบบ....
เพื่อนรักอย่างนัดมิ้วก็เลยด้นสดบอกไปว่า
"จะมารับเพื่อนค่ะ เพื่อนบินมาจากญี่ปุ่น ต้องไปทางไหนคะ"
คุณลุงก็ดูงงๆกับภาษาอังกฤษค่ะ คุณลุงเลยเดินไปเรียกพี่แอร์ฯมาช่วยอีกแรง
หลังจากเรารู้ทางจากพี่แอร์ฯและความช่วยเหลือของคุณลุงเราก็มาถึงหน้าประตูขาเข้าแล้วค่ะ

รอไม่นาน คนไม่เยอะ คือแบบถ้าเทียบกับที่ไทย
เราจะถือว่า
ฟินมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
มันใกล้ มันดี คือใกล้จนกล้องไม่โพกัสค่ะ




หลังจากพวกนางขึ้นรถไปแล้วเราก็ต้องลากกระเป๋าเพื่อไปขึ้นรถไฟไปที่พักค่ะ
ซึ่งขากลับไปขึ้นรถนี่ทางดูยาวไกลมากเมื่อเทียบกับตอนวิ่งมา

พอไปถึงสถานีฮงแดเราก็เจอกับสิ่งนี้ค่ะ
มีหนุ่มมารับถึงที่แหละค่ะ ฮิ_____ฮิ


พอออกจากสถานีมาแล้วก็เดินตาม daum map ไปเรื่อยๆค่ะ
จนมาถึงที่พัก เข้ามาถ่ายรูปที่อยู่ให้พ่อแม่ดูให้หายห่วง




หลังจากนั้นเราสามก็เหวี่ยงกระเป๋าและออกล่า(?)
ล่าความฝันอ่ะค่ะ 

ที่แรกที่เราไปคือ ตึก SM ค่ะ จุดcheck point แรกที่เราตกลงกันค่ะ
วิธีการไปตึกเอสเอ็มคือนั่งรถไฟสายพุนดัง(สายสีเหลือง) ไปลง Apgujeong-rodeo ทางออก2ค่ะ
*แบบละเอียดๆ+แผนที่ หาได้ตามเว็ปไซต์เลยนะคะคนเขียนเยอะมาก555*

ระหว่างทางก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆค่ะ
เป็นถนนที่แฟนเคป็อบต้องฟินกันไปนะคะ55555


ตุ๊กตา(?)หมีแบบนี้จะมีของหลายวงมากๆค่ะ ตั้งตามทางเดินไปเรื่อยๆ
มาถึงตึกเอสเอ็มเก่าแล้วค่ะ เป็นช่วงที่สาวๆโซชิคัมแบคพอดีค่ะ
เลยต้องชักภาพคู่(?)มาสักหน่อย


หลังจากที่เราเดินขึ้นเนินสูงมาอย่างสาแก่ใจ
(บ้านเมืองเข้าเป็นเนินสูงมากกกก คือเดินต้านแรงโน้มถ่วงมากมายลอร์ด)
เราก็มาถึงแล้วค่ะ สถานที่ในฝันเมื่อมาเกาหลี
อิอิอิอิอิอิอิอิอิ

SM Entertainment !!!!!


วันนั้นที่ตึกเงียบมากค่ะมีแฟนๆอยู่สองสามคนนอกจากพวกเรา
และมีพี่ยามค่ะ วังเวงเอกามาก
คือใจก็อยากเจอใครสักคนค่ะ แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีทีท่าว่าใครจะมา
ก็เลยมาถ่ายรูปเล่นอยู่ฝั่งตรงข้ามตึกค่ะ


หลังจากที่พวกเราสามคนเล็งเห็นแล้วว่าคงไม่มีใครมาแล้วก็ใกล้เย็นแล้ว
พวกเราเลยตัดสินใจกลับค่ะ ในระหว่างทางที่กลับก็เดิดคิดแผลงๆขึ้นมาค่ะว่า
ลองเดินไปอีกทางมั้ยไม่ต้องขึ้นลงเนินนั่นอีกแล้วเมื่อยอ่ะ
ก็เลยคลีเอททางใหม่ค่ะ ซึ่งนั่นทำให้เราผ่านค่าย

FNC

และเราก็เจอกับ จงฮุน FTisland ค่ะ!!!!
ขุ่นแม่ขาาาาาาาาาาา พาเพื่อนมาหาฮุนนึงแต่มาเจออีกฮุนนึงค่ะ
นางกำลังจะออกจากตึกพอดีค่ะ ก็ยืนดูนิดหน่อยแบบไม่มีใครบันทึกภาพค่ะเพราะงงๆกันอยู่ 55555

หลังจากจงฮุนออกไปแล้วเราก็เดินจะไปขึ้นรถที่สถานีเดิมเพื่อกลับไปเดินเล่นที่ฮงแดค่ะ
ซึ่งการคลีเอททางในครั้งนั้นมัน เจ็บปวกรวดร้าวเหมือนเดินขึ้นลงเขาสามลูกค่ะ
คือพูดได้ว่าขาพังตั้งแต่วันแรก เป็นที่มาของ #ทีมเดินไกล ค่ะ
เดินไกลมากจริงๆแล้วไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน ฉันเป็นใคร เดินจนล้า พอเจอ ทัมทัมส์ก็รีบเดินไปหาน้ำดื่มเลยค่ะ


หลังจากขาของสดชื่นๆเข้าร่างกายเราก็เริ่มถามทางจากพี่พนักงานค่ะ
ซึ่งเค้าก็ชี้บอกทางเรา แต่ด้วยความเบลอๆบลาๆก็ต้องเปิดแมพอยู่ดี
เปิดแมพไป ถามทางคนข้างทางไป ก็เจอทางสว่างค่ะ
ก่อนจะถึงทางสว่างนัทมิ้วก็แวะเข้าไปซื้อรองเท้าด้วยค่ะ ประเด็นคือพนังงานเค้างานดีมากค่ะ แต่จำไม่ได้ว่าอยู่แถวไหนละนะ พรหมลิขิตแท้ๆที่พาหลง 555555 
เราได้ขึ้นรถไฟแล้วซึ่งไม่ใช่สถานีที่เราออกมาค่ะ ตอนนั้นก็ไม่มีสติที่จะดูเลยค่ะเจอก็พุ่งเลยขอกลับแล้ว สงตัวเองแรงค่ะ 555555555555555

พอกลับมาถึงฮงแดก็ค่ำๆแล้วค่ะ มาเดินหาของกินกัน
ซึ่งพวกเราวาดฝันเอาไว้ว่ามาเกาหลีต้องกินหมูย่างและร้านข้างทาง 
และร้านข้างทางในฮงแดนั้นเยอะมากค่ะ

พอเดินเข้าฮงแดมาก็ดูคึกครื้นมากค่ะ เป็นแหล่งวัยรุ่นเลยก็ว่าได้
พวกเราสามคนได้ล้มละลายให้กลับการซื้อเครื่องสำอางค์ตั้งแต่วินาทีแรกที่เหยียบฮงแดเลยค่ะ

หลังจากหมดตัวกับเครื่องสำอางค์แล้วเราก็เริ่มหิวโหยค่ะก็พุ่งไปที่ร้านหม๔่ย่างเลยค่ะ
สั่งมาพอประมาณเลยค่ะ







ซึ่งการทานเค้าจะเปลี่ยนเตาตามประเภทหมูด้วยอ่ะค่ะร้านนี้
ซึ่งเราก็งงว่าทำไมหมูยังไม่มาส่งก็ถามอาจุมม่าไป ปล่อยไก่กันไปค่ะ 555

หลังจากอิ่มแบบเดินตัวตรงยังไม่ได้ กันแล้วเราก็อยากจะเดินย่อยค่ะ
ซึ่งเราเดินไป Style nanda กันค่ะ
แต่ของในร้านเหลือไม่เยอะแล้วค่ะ ก็เลยไปถ่ายสติ๊กเกอร์ฟรีกัน ฮิฮิ


หลังจากนั้นเราก็ไปโดนร้านข้างทางมาร้านนึงค่ะ เป็นอาจุมม่าท่าทางใจดี
ก็สั่งๆๆไป นั่งกินไป ถ่ายรูปไป อาจุมม่าก็เพลินค่ะทอดจนใหม่จนต้องทำให้พวกเราใหม่เลย 5555





พอกินกันอิ่มบวกกับร่างกายที่เริ่มล้าๆกันแล้วก็ตกลงกันว่าจะกลับห้องไปพักผ่อนกันค่ะ
พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวเล่นถ่ายรูปกันตั้งแต่เช้าเลย!!


-END PART 1-


พาร์ท1ที่แสนยาวนี้
555555555555555555555555555555
พาร์ท1นี่แค่ของวันเดียวเองนะคะ วันต่อๆไปยังมีเรื่องเล่าอีกเยอะมากเลยค่ะ
รบกวนอดทนกับรีวิวผีบ้านี้ต่อไปนะคะ

อิสอิสสสสสส์












วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

OILL in Tokyo part 3

สวัสดีค่าาาาาาาา
พาร์ท 3 ที่ห่างหายจากพาร์ท1 และ 2 นานมาก(ๆๆ) มาแล้วค่ะ
5555555555555555555

  • วันที่ 15 มีนาคม 2558
วันนี้เป็นวันคอนฯวันที่สอง(วันสุดท้าย)ซึ่งเรามาดูรอบนี้ค่ะ
แต่ก่อนหน้านั้น เราสองคนมีสิ่งที่อยากไปทำก่อนไปคอนฯค่ะ
นั่นคือการไปเซนโซจิ หรือ วัดอาซากุสะนั่นเองค่าา

เราออกเดินทางจากที่พักขึ้นสายเจอาร์สถานี ชินโอคุโบะเจ้าเดิม
มีหนุ่มๆมาส่งขึ้นรถด้วยค่ะ อิ__อิ


เราเปลี่ยนสายไปมาแล้วมาลงที่สถานี Asakusa ค่ะ
แต่ก่อนไปเซนโซจิ พวกเราก็แอบไปแปลงร่างมาก่อนค่ะ
นี่เลยยยยยยยยยยยยยยยยย
555555555555555555555555555555555555


ไหนๆก็มาบ้านเขาเมืองเขาแล้วโน๊ะ ขอหน่อยละกัน
ทำอะไรก็ขอให้สุดค่ะ 5555555
หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปที่เซนโซจิค่ะ
ซึ่งไม่ห่างจากที่แต่งตัวของพวกเรามากนัก
ราคาเช่าชุดก็ประมาณ1500บาทไทยค่ะ เช่าได้ถึง 5 โมงเย็นเลยค่ะ

ถ้ายรูปกับโคมนี้ที่ใครๆมาก็ต้องมาถ่ายคู่อ่ะค่ะ
แต่คนเยอะมากไม่สามารถถ่ายคู่ได้เลยจริงๆ
รูปนี้เลยเป็นรูปกลุ่มกับพี่จีนงงๆไปค่ะ 5555


หลังจากเดินเข้ามาด้านในคนก็เยอะมากกกกกกกกกก
ข้างในนี้จะมีพวกของที่ระลึกขายค่ะ
ซึ่งเราสองคนไม่ได้อะไรกลับมาเลยค่ะ หมดตัวแล้วค่ะ 
*ร้องไห้แรง*


ก็เดินถ่ายรูปเล่นไปเรื่อยๆค่ะ เวลาไม่ได้มีมากเพราะจะต้องกลับห้องไปทำผมใหม่ก่อน
ที่ร้านเค้าเก็บผมให้แบบเรียบแปร่เลยค่ะ
T________________________T


ทางนี้จะเป็นทางหลังของเซนโซจิแล้วค่ะ
มีร้านขายของกินเยอะมากๆๆ
ไอศกรีมไรพวกนี้ก็มีค่ะ น่ากินสุดพลัง T^T



รูปนี้คือก่อนมาเปลี่ยนชุดกลับค่ะ
จะแปลงร่างกลับแล้วค่ะ 5555555


หลังจากนั้นพวกเราไปที่ร้านราเม็ง
(ซั่งไม่รู้ว่าชื่อดังมั้ย แต่พี่จงมากินค่ะ เรามาติ่งเราต้องมาตามรอย!!!555)

และด้วยนิสัยติ่งทั่วไปค่ะ
งานถ่ายรูปกับป้ายร้านต้องมาาาาาาาาาาาาาา



พอเค้าไปในร้านก็รอคิวค่ะ
คนที่มาวันนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นชายนี่เวิลด์
(อิฉันสัมผัสได้ค่ะ)

ที่นั่งในร้านก็เป็นห้องแบบมีประตูปิดค่ะ
ค่อนข้างไพรเวทจริงๆค่ะ 
และนี่คือเมนูที่สั่งวันนั้นค่าาาาาาาาาาา
จริงๆไม่รู้เลยนะคะว่าคืออะไร กินตามพี่จงเขาแหละค่ะ 
ชีวิตติ่ง 55555555555555555555555



รสชาติพอใช้ได้ค่ะ ไม่จัดจ้านอะไรมากตามสไตล์อาหารญี่ปุ่น
เห็นแบบนี้สองคนกินนะคะ มันเยอะแบบมากๆจริงๆค่ะ
หลังจากนั้นก็กลับห้องไปทำผมใหม่แล้วก็ไป
โตเกียวโดมกันเลยค่าาา !!!!

มาถึงแล้วพร้อมพร็อพแบบเบาๆที่หาซื้อแถวที่พัก
(ชินโอคุโบะของขายพวกนี้เยอะมากเพราะเป็นย่านโคเรียนทาวน์ค่ะ)



ก็ไปต่อแถวเข้าคอน
ซึ่งตั๋วที่นี่จะส่งมากับอีเมลล์ค่ะ
ไม่ต้องมีกระดาษให้โลกร้อน ซึ่งเราตู้วหูวมากกกกกก
บ้านเรามันยังเป็นตั๋วอ่ะเนอะเจอแบบนี้ก็ตื่นเต้นตู้วหูวกันไป 555


พอไปถึงทางเข้าก็จะมีการตรวจกระเป๋าค่ะ
ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจจะพูดจาด้วยน้ำเสียงสุภาพ(มากๆ) 
ไม่มีการรื้อค้นกระเป๋า และ ไม่ตรวจจับส่วนใดๆของร่างกายเราเลยค่ะ
ดีงามกับใจมากกกกกกกกกกกกกกกกกก
พี่ไทยนี่อย่างโหดเลยค่ะ ล้วงกระเป๋า ล้วงกระโปรงกันมันส์มือพี่ๆเขาล่ะค่ะ
(ใครที่เคยไปคอนฯแบบนี้บ่อยๆคงเข้าใจเราT^T)

หลังจากสแกนQRก็เข้าไปข้างในได้เลยค่ะ
ข้างในนั้นจะมีขายน้ำอาหาร รวมทั้งกล้องส่องทางไกลค่ะ
(โดนมา1อัน เพราะที่นั่งนั้นยอดดอยเลยค่ะT^T)

การดูคอนฯที่นี่คือดีงามสุดพลังค่ะ
ทานอาหารได้ ดื่มน้ำได้ ดูคอนฯเพลินๆ

เข้ามาข้างในโดมแล้วค่ะ
ใหญ่โตสมคำร่ำลือจริงๆค่ะ



ตรงเก้าอี้ของทุกคนจะมีนาฬิกาไฟด้วยค่ะ
กระพริบได้ ไฟนิ่งได้ แถมยังเปลี่ยนสีตามการควบคุมภายในโดมได้ด้วยค่ะ!!
(แต่พอเอากลับมาก็จะมีแค่สีเพิร์ลอควา สีเดียวนะคะ)



พอคนเริ่มเข้ามาแล้วโดมก็ปิดไฟแล้วค่ะ
ตอนที่เห็นภาพจริงๆนี่ขนลุกน้ำตาจะไหลเลยจริงๆค่ะ




และเราก็ดื่มด่ำกับการแสดงที่สุดยอดไปตลอดแบบไม่ถ่ายรูปอะไรเลยค่ะ
(สติหลุดตั้งแต่เพลงนูน่าฯขึ้นมาแล้วค่ะ ร้องไห้แรงมาก 55555)
ยิ่งตอนโซโล่พี่อนนะคะ ร้องแบบฮือเลยอ่ะค่ะ กับขวัญนี่พากันร้องเลย 5555

หลังจากจบคอนฯแล้วเราก็เดินทางกลับบ้านแบบหมาหงอยเลย
สนุกก็สนุก เศร้าด้วย ตื้นตันไปอีก

แต่ที่ประทับใจมากๆๆๆอีกอย่างคือการระบายคนออกจากโดมที่มีขนาดจุคน5.5หมื่นคนได้
แบบไม่วุ่นวาย สัก.นิด.เดียว
ดีงามมากกกกกกกกกกกกกกกกก(อีกแล้ว)



ข้ามถนนยังต่อแถวเลยค่ะ ขุ่นแม่ขาาาาาาาาาาาาาาาาาา
ละรถที่มีรูปชายนี่ก็ผ่านไป คนก็หวีดกันไป น่ารักดี 5555


พอกลับมาชินโอคุโบะก็ต้องหาอะไรลงท้องแล้วค่ะ
นี่คือร้านที่เราค้นพบคืนสุดท้าย คืออร่อยมากอ่ะ
เป็นร้านแบบหยอดเหรียญเลือกเมนูแล้วก็รอ ง่ายๆ รวดเร็ว ที่สำคัญ
ถูก และ เยอะ มากเว่อรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร์


พอกินเสร็จก็กลับห้องอาบน้ำนอนเก็บของเตรียมตัวกลับกันแล้วค่ะ
แอบใจหายเบาๆ ยังอยากเที่ยวเล่นอยู่เลย (ความขี้เกียจทำงานนี้-..-)

  • วันที่ 16 มีนาคม 2558
วันนี้วันสุดท้ายแล้วค่ะ
แต่ก่อนเราจะกลับประเทศไทย เราก็ขอแวะเที่ยวอีกสักที่สองที่
วันนี้ตื่นเช้าค่ะ ฝากกระเป๋าไว้ที่พักแล้วไป พระราชวังอิมพีเรียลกันค่ะ
โดย ไปลงที่สถานีโตเกียวแล้วเดินต่อเอาค่ะ
สถานีโตเกียวนี่สวยมากก เป็นสไตล์ที่ชอบเลยค่ะ


หลังจากออกมาก็เดิน เดิน เดิน และ เดิน ค่ะ 
ด้วยความที่อากาศไม่ร้อนเย็นๆสบายๆ ก็เลยเดินกันชิลๆค่ะ







นี่คือจุดประสงค์ของการมาค่ะ
สะพานแว่นตา
>,,<


หลังจากมาถึงแล้วก็
Let's me take a selfieeeeeee


ก่อนขึ้นรถกลับก็ขอถ่ายภาพกับสถานีโตเกียวไว้หน่อยค่ะ
ชอบบบ ฮือออออออออ


หลังจากนั้นเราก็ไป ชิบุย่า กันค่ะ
จุดประสงค์หลักของการมาคือการถ่ายรูปกับ ฮะจิ ค่ะ
(คือพี่จงเขามาถ่ายค่ะ ท่านี้เลยค่ะ มาด้วยพลังติ่งล้วนๆไม่มีอะไรผสม... )


หลักจากนั้นก็ถ่ายกับ5แยกที่มีชื่อเสียงของชิบุย่าเขาล่ะค่ะ
เป็นแยกที่ใหญ่โตเว่อร์วังมากค่ะ ทุกคนนนนนนนน


ก่อนกลับค่ะ แวะอีกแล้ว Tower record อีกแล้ววว
ขอมาถ่ายรูปหน่อยโน๊ะ อิ___อิ


หลังจากออกจากชิบุย่า เราก็มาต่อที่ ฮาราจูกุ ค่ะ


มาถึงที่นี่ดราก็ต้องมาโดนเครปที่ขึ้นชื่อค่ะ


ก็เดินเล่นกันนิดหน่อยค่ะ
หลักจากนั้นก็กลับไปเอากระเป๋า แล้วก็มุ่งหน้าสู่ นาริตะ กลับบ้านกันแล้ววววว


ก่อนกลับมีรักแรกมาส่งค่ะ นี่จะร้องไห้นะคะ
นี่ก็บอกว่าไม่ต้องมา รู้ว่างานยุ่ง เข้าใจๆ
(หืมมมมมมมมมมมมม???)



ก่อนกลับค่ะพลาดไม่ได้เลยกับสิ่งนี้ ฟาดมาทุกรสเลยค่ะ
5555555555555555555555555555555555555555555555555



ส่วนสิ่งนี้ญาติพี่น้องฝากซื้อค่ะ ช่วงนั้นที่ไทยนี่ฮิตกันมากเน๊อะ 5555


เสร็จสิ้นก็นั่งรอเครื่องกลับบ้านเรา รักรออยู่ แล้วค่ะะะะะ


-จบแล้วนะคะ-

ปล.ขอขอบคุณทุกคนที่อดทนอ่านเรื่องไร้สาระของเรามาจนถึงตอนนี้นะคะ
การอ่านครั้งนี้ของคุณอาจจะไม่ได้สาระอะไรเลยค่ะ แต่ก็เล่าแบบให้เพื่อนๆฟังเนอะ
ซึ่งมันอาจจะงงๆดีเทลไม่ค่อยมีแล้วเพราะนานมากแล้วอ่ะค่ะ
อ่านขำๆแล้วกันนะคะ
เจอกันอีกครั้ง รีวิวโคเรีย (แบบติ่งๆ) อเกนนนนนน

เยิ๊ฟฟฟฟฟฟ<3